var _gaq = _gaq || [];
_gaq.push([‘_setAccount’, ‘UA-17618295-1’]);
_gaq.push([‘_trackPageview’]);

(function() {
var ga = document.createElement(‘script’); ga.type = ‘text/javascript’; ga.async = true;
ga.src = (‘https:’ == document.location.protocol ? ‘https://ssl’ : ‘http://www’) + ‘.google-analytics.com/ga.js’;
var s = document.getElementsByTagName(‘script’)[0]; s.parentNode.insertBefore(ga, s);
})();

::DesktopAuthor::


DesktopAuthor เป็น โปรแกรมสร้างหนังสืออิเลคทรอนิกส์ (e-book) ซึ่งมีเครื่องมือช่วยเหลือมากมาย ทำให้เราสามารถสร้างหนังสือได้ง่าย รูปแบบการนำเสนอผลงานเป็นแบบพลิก 3 มิติ (3D Page Turning) ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเรากำลังเปิดดูหนังสืออยู่ เราสามารถกำหนดรูปแบบและลักษณะคล้ายกับหนังสือทั่วไป เช่น มีปกหน้า-หลัง, คำนำ, สารบัญ นอกจากนี้เรายังสามารถแทรกรูปภาพ, เสียง, ภาพเคลื่อนไหว (Animation), และไฟล์ภาพยนตร์ได้อีกด้วย สร้างลิงค์ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ผลงานที่ได้มีขนาดไฟล์เล็ก ทำให้สามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บ หรือส่งผ่านอีเมล์ และสามารถเผยแพร่ผ่านระบบเครือข่าย (Digital Web Book) โดยอาศัย DNL Reader (http://www.desktopauthor.com/)

ในบทเรียนนี้ผู้สอนได้ใช้โปรแกรม DesktopAuthor Version 4.6.5 ในการประกอบการสอน ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้พัฒนาถึง Version 6.5.01 หากสนใจสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชั่นทดลอง (Trial Version) ไปทดลองฝึกดูได้ “ที่นี่” ครับ สำหรับเนื้อหา ในบทเรียนนี้ ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก และลองฝึกปฏิบัติตามไปด้วยนะครับ รับรองว่าผลงานออกมาไม่แพ้มืออาชีพแน่นอน

ความสามารถของโปรแกรม DeskTop Author

  • สามารถทำการแก้ไของค์ประกอบต่างๆ ในแต่ละหน้า ซึ่งจะแสดงผลลัพธ์ได้ทันที
  • สามารถสร้างจุดเชื่อมโยง (Link) ได้ทั้งภายในภายนอก, เชื่อมโยงกับเว็บไซต์อื่น, ส่งอีเมล์และไฟล์ได้
  • สามารถสร้างแบบทดสอบได้
  • สามารถสั่งพิมพ์ในแต่ละหน้า หรือทั้งหมดของหนังสือได้
  • สามารถใช้จัดทำเป็นอัลบั้มรูปภาพได้
  • มีปุ่มต่างๆ ให้เลือกใช้งาน ทำให้สะดวกยิ่งขึ้น
  • มีตัวช่วย (Help) อยู่ในโปรแกรม ซึ่งทำให้สามารถเรียนรู้การใช้งานไปพร้อมกับการใช้งานจริง
  • นำเสนอเป็นสื่อแบบออฟไลน์ ในรูปแบบของไฟล์นามสกุล .exe
  • นำเสนอในรูปแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ในรูปแบบไฟล์นามสกุล .html + .dnl
    (กรณีนี้เครื่องฯ ที่จะเปิดดูจะต้องติดตั้ง DNL Reader ก่อน จึงจะสามารถแสดงผลได้)

::HyperText Markup Language::

HTML หรือ HyperText Markup Language เป็นภาษาคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ที่มีโครงสร้างการเขียนโดยอาศัยตัวกำกับ (Tag) ควบคุมการแสดงผลข้อความ, รูปภาพ หรือวัตถุอื่นๆ ผ่านโปรแกรมเบราเซอร์ แต่ละ Tag อาจจะมีส่วนขยายที่เรียกว่า Attribute สำหรับระบุ หรือควบคุมการแสดงผล ของเว็บได้ด้วยHTML เป็นภาษาที่ถูกพัฒนาโดย World Wide Web Consortium (W3C) จากแม่แบบของภาษา SGML (Standard Generalized Markup Language) โดยตัดความสามารถบางส่วนออกไป เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่าย และด้วยประเด็นดังกล่าว ทำให้บริการ WWW เติบโตขยายตัวอย่างกว้างขวางตามไปด้วย Tag
Tag เป็นลักษณะเฉพาะของภาษา HTML ใช้ในการระบุรูปแบบคำสั่ง หรือการลงรหัสคำสั่ง HTML ภายในเครื่องหมาย less-than bracket ( < ) และ greater-than bracket ( > ) โดยที่ Tag HTML แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือTag เดี่ยวเป็น Tag ที่ไม่ต้องมีการปิดรหัส เช่น <HR>, <BR> เป็นต้น
Tag เปิด/ปิด    เป็น Tag ที่ประกอบด้วย Tag เปิด และ Tag ปิด โดย Tag ปิด จะมีเครื่องหมาย slash ( / ) นำหน้าคำสั่งใน Tag นั้นๆ เช่น <B>…</B>, <BLINK>…</BLINK> เป็นต้น

การสร้าง HTML Document ต้องมีอะไรบ้าง
– Text editor อะไรก็ได้ เช่น  Notepade  เพื่อพิมพ์คำสั่ง (Tag) ของ HTML  ซึ่งเป็น Text File  แล้วจึง  Save  ให้ Extention เป็น  .htm  หรือ .html (สำหรับ os ตัวอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Dos หรือ  Window)
– Browser ที่นิยมก็คือ Netscape หรือจะเป็นตัวอื่นก็ได้  เพื่อไว้อ่าน HTML Document  แล้วแปลออกมาเป็นหน้าตาของ  Home Page (Browser  คนละบริษัทอาจให้ผลลัพท์แตกต่างกันเล็กน้อย)
– Server ที่ใช้เก็บ  Home Page ซึ่งต้อง  Support โปรโตคอล  HTTP หรือ Run httpd  แล้วนั่นเอง

::ภาษาโลโก้ (Logo Language)::

ภาษาโลโก้ (Logo Language)

เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงที่เหมาะ สำหรับใช้ในการเรียนรู้ พัฒนาสติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้นักเรียนเข้าใจหลักการการเขียนโปรแกรม  ผู้เขียนโปรแกรมจะสามารถลองผิดลองถูก  เรียนรู้โดยการทดลองทำ  แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  เกิดการเรียนรู้โดย    การค้นพบ ทำให้มีการพัฒนาความนึกคิดอย่างมีเหตุผล  มีหลักการ มีความคิดต่อเนื่อง  และยังช่วยเสริมสร้างความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ จากการเกิดแนวคิดในการแก้ปัญหาและพิสูจน์ ภาษาโลโกพัฒนาโดย Papert และคณะจาก MIT เพื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมและสั่งการ คอมพิวเตอร์ แทนการให้ผู้เรียนทำตามคำสั่งที่มีผู้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไว้     ตัวแปลภาษาโลโกที่น่าสนใจคือ MSW Logo ซึ่งพัฒนาที่มหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ สหรัฐอเมริกา

โปรแกรม MSWLogo ย่อมาจากไมโครซอฟต์วินโดวส์โลโก (Microsoft Windows Logo) เป็นโปรแกรมที่อนุญาต ให้นำมาใช้เพื่อการศึกษาได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และมีการแจกจ่ายผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จัดเป็นตัวแปลภาษาในระบบ Interpreter

ภาษา MSWlogo Microsoft Windows logo

ภาษาสำหรับการเขียนโปรแกรมซึ่งเป็น อนุพันธ์ของภาษา  LISP (ภาษาสำหรับงานปัญญาประดิษฐ์)
ภาษาสำหรับการสอนกระบวนการเรียนรู้และการคิดของผู้เรียน
ภาษาที่ช่วยให้เข้าใจหลักการเขียนโปรแกรมของภาษาคอมพิวเตอร์และการทำงานที่ เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้น
ภาษาที่ส่งเสริมความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โดยสร้างแนวคิดใน การแก้ปัญหาและการพิสูจน์แนวคิด
ภาษาที่นำไปใช้กับสาขาวิชาอื่นเช่นดนตรี ภาษาศาสตร์ ศิลป  คณิตศาสตร์ ฯลฯ

พัฒนาการของภาษา MSWlogo

กลางปี 1960 โดย Seymour Papert และ Marvin Minsky ก่อตั้ง MIT Artificial Intelligence Laboratory
Papert, Beranek และ Newmanพัฒนาเวอร์ชั่นแรกปี 1967
มีการพัฒนาที่มหาวิทยาลัยเบิร์คเลย์ แห่งแคลิฟอร์เนีย     มหาวิทยาลัยที่ยุโรป   ญี่ปุ่น
MicroWorlds (1993) มีเครื่องมือช่วยพัฒนาโลโก้ เช่นเครื่องมือวาดรูป เอดิเตอร์สำหรับวาดรูป เครื่องมือทำจังหวะดนตรี ฯลฯ  PCLogo for Windows
MSWLogo พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเบิร์คเลย์ แห่งแคลิฟอร์เนีย

การออกแบบภาษาโลโก้ (MIT)

friendly         โล โก้เป็นภาษาทำความเข้าใจง่าย เราสามารถสร้างความ สัมพันธ์โดยใช้เต่าเป็นเครื่องมือในการสร้าง
กระบวนความคิด
extensible     โลโก้สามารถใช้สอนคำสั่งใหม่และสามารถสร้างคำสั่ง ใหม่เพิ่มได้
forgiving       โลโก้เป็นภาษาที่ให้การตอบสนองกลับอย่างทันทีทันใด ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้
และความเข้าใจ
flexible         โลโก้ เป็นภาษาที่มีประโยชน์สำหรับผู้เริ่มเรียน
powerful      โลโก้ เป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรม มีเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมอย่าง
ครบถ้วนตามที่ผู้ใช้ ต้องการ

คำสั่งพื้นฐานใน MSWlogo

คำสั่งเดินหน้า ใช้คำสั่ง Forward  คำสั่งย่อ    Fd  รูปแบบคำสั่ง   Fd หน่วย  ตัวอย่าง Fd 100   ให้เดินหน้า 100 หน่วย
คำสั่งถอยหลัง ใช้คำสั่ง Back      คำสั่งย่อ    Bk  รูปแบบคำสั่ง   Bk หน่วย  ตัวอย่าง  Bk 50    ให้ถอยหลัง 50  หน่วย
คำสั่งขวาหัน  ใช้คำสั่ง  Right     คำสั่งย่อ    RT  รูปแบบคำสั่ง  RT  องศา   ตัวอย่าง  Rt 90   ให้ขวาหัน   90 องศา
คำสั่งซ้ายหัน  ใช้คำสั่ง  Left       คำสั่งย่อ   LT  รูปแบบคำสั่ง  LT  องศา    ตัวอย่าง LT 45     ให้ซ้ายหัน  45  องศา
คำสั่งลบสิ่งที่ MSWlogo วาดไป  ใช้คำสั่ง ClearScreen  คำสั่งย่อ  CS
คำสั่งลบข้อความบนส่วนแสดงผลข้อความ ใช้คำสั่ง  ClearText  คำสั่งย่อ CT

คำสั่งยกปากกา ใช้คำสั่ง Penup   คำสั่งย่อ PU    ใช้คู่กับคำสั่ง Pendown
คำสั่งวางปากกา ใช้คำสั่ง Pendown  คำสั่งย่อ  Pd  ใช้คู่กับคำสั่ง Penup
คำสั่งให้ MSWlogo เป็นยางลบ  ใช้คำสั่ง  Penerase คำสั่งย่อ Pe
คำสั่งให้ MSWlogo กลับมาเป็นปากกาหลังจากใช้คำสั่ง Penerase คำสั่ง Penpaint คำสั่งย่อ PPT
คำสั่งใส่สีพื้น SetScreenColor  คำสั่งย่อ SetSc   รูปแบบคำสั่ง  SetSC  ตามด้วยค่าสี  ตัวอย่าง  SetSC 1
คำสั่งให้ MSWlogo เป็นถังสีใช้คำสั่ง  SetFloodColor    คำสั่งย่อ SetFc   รูปแบบคำสั่ง  SetFc ตามด้วยค่าสี ตัวอย่าง SetFc 1
คำสั่ง Fill  เป็นคำสั่งให้ MSWlogo เทสี   ใช้คู่กับคำสั่ง   SETFC
คำสั่ง Circle เป็นคำสั่งให้ MSWlogo  วาดรูปวงกลม    รูปแบบ Circle รัศมี   ตัวอย่าง Circle 100
ให้วาดรูปวงกลมที่มีรัศมี 100

ตัวอย่าง การวาดรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ขนาดด้านละ 100

fd 100 rt 90  fd 100 rt 90 fd 100 rt 90 fd 100 rt 90

ตัวอย่าง การวาดรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ด้วยคำสั่ง repeat (การทำซ้ำ)
repeat 4 [forward 100  right 90]

ตัวอย่าง การวาดรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ด้วยการสร้าง procedure (กระบวนความ คือชุดคำสั่งที่สร้างแล้วบันทึกเก็บไว้)

to square

repeat 4 [fd 100 rt 90]

end

ตัวอย่าง การวาดรูปสามเหลี่ยม ด้วยการสร้าง procedure

to triangle

repeat 3 [fd 100 rt 120]

end

การเรียกใช้งาน พิมพ์เฉพาะชื่อกระบวนความที่สร้างไว้  ลงในช่องป้อนคำสั่ง   เช่น  square  หรือ triangle                          เต่าจะทำการวาดรูปสี่เหลี่ยม  หรือ สามเหลี่ยม ให้ทันที

ตัวอย่าง การวาดรูปวงกลม ด้วยการเรียกใช้ procedure square (ใช้กระบวนความ square มาสร้างรูปวงกลม)
repeat 12 [square right 30]

ตัวอย่าง การสร้างบ้านโดยการใช้กระบวนความย่อย

to house
square
fd 100
rt 30
triangle
end

ตัวอย่าง การใช้ตัวแปร :size  (เปลี่ยนแปลงขนาด)
to sq :size
repeat 4 [fd  :size rt 90]
end

การเรียกใช้งาน

พิมพ์  sq 10, sq 20, sq 30, etc. จะได้รูปตามขนาดที่พิมพ์

ตัวอย่าง การประยุกต์เพื่องานออกแบบ

to design
cs
rt  30
polyspi 5 120
end

to polyspi :size :angle
if :size > 205 [stop]
fd :size
rt :angle
polyspi :size + 5 :angle +.12
end

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม MSWLogo ได้ที่

http:// mswlogo.en.softonic.com/

และศึกษารายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติมได้จากเวปไซต์ต่าง ๆ  เช่น

http://www.phusang.ac.th/~dekcomp/logo.htm

http://school.obec.go.th/nikhomwit/mswlogo/basic_command.htm

–>Ulead Video Studio คืออะไร??<–

Ulead Video Studio

Ulead Video Studio เป็นโปรแกรมตัดต่อวีดีโอที่มีการใช้งานไม่ยากจนเกินไป แม้ผู้ที่เริ่มใช้งานก็สามารถที่จะสร้างวีดีโอได้เหมือนกับผู้ที่มี ประสบการณ์ตัดต่อวีดีโอมานาน โปรแกรมนี้มีเครื่องมือต่างๆ สำหรับตัดต่อวีดีโออย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่จับภาพจากกล้องเข้าคอมพิวเตอร์ ตัดต่อวีดีโอ ใส่เอ็ฟเฟ็กต์ต่างๆ แทรกดนตรีประกอบ แทรกคำบรรยาย ไปจนถึงบันทึกวีดีโอที่ตัดต่อกลับลงเทป, VCD, DVD หรือแม้กระทั่งเผยแพร่ผลงานทางเว็บ

โปรแกรม Ulead มีการทำงานเป็นขั้นตอนที่ง่าย ตั้งแต่จับภาพ ตัดต่อไปจนถึงเขียนลงแผ่น นอกจากนี้แล้ว โปรแกรมยังมีเอ็ฟเฟ็กต์ต่างๆ อีกมากมาย ไตเติ้ลสำเร็จรูปแบบมืออาชีพ รวมทั้งยังมีเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างซาวนด์แทร็คอย่างง่ายๆ อีกด้วย

ในการสร้างวีดีโอนั้น เริ่มแรกจับภาพวีดีโอจากกล้องหรือว่าดึงไฟล์วีดีโอจากแผ่น VCD/DVD เข้ามา จากนั้นก็ตัดแต่งวีดีโอที่จับภาพมา เรียงลำดับเหตุการณ์ ใส่ทรานสิชั่น (transtion – เอ็ฟเฟ็กต์ที่ใส่ระหว่างคลิปวีดีโอ ทำให้การเปลี่ยนคลิปวีดีโอจากคลิปหนึ่งไปยังอีกคลิปหนึ่งน่าดูยิ่งขึ้น) ทำภาพซ้อนภาพ ใส่ไตเติ้ล ใส่คำบรรยาย แทรกดนตรีประกอบ ซึ่งส่วนต่างๆ เหล่านี้จะแยกแทร็คกัน การทำงานในแต่ละแทร็คจะไม่มีผลกระทบกับกับแทร็คอื่นๆ เมื่อทำเสร็จแล้วขั้นตอนสุดท้ายก็คือ การเขียนวีดีโอลงแผ่น

การตัดต่อใน Ulead นั้น จะสร้างเป็นไฟล์ project ขึ้นมา (.VSP) ซึ่งไฟล์นี้จะเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ หากว่าทำงานยังไม่เสร็จก็สามารถเปิดเพื่อทำงานต่อในภายหลังได้ ไฟล์นี้จะมีขนาดเล็ก การตัดต่อวีดีโอนี้ แม้จะตัดต่ออย่างไรในวีดีโอ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อไฟล์ต้นฉบับ ข้อมูลการตัดต่อต่างๆ จะบันทึกอยู่ในไฟล์ project ทั้งหมด แต่เมื่อมีการสร้างวีดีโอที่ได้จากการตัดต่อ โปรแกรมอ่านข้อมูลจากต้นฉบับตามข้อมูลที่อ้างอิงในไฟล์ project นี้

–>Pro/DESKTOPคืออะไร??<–

Pro/DESKTOP

เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทางการศึกษาที่ใช้สอนนักเรียนในเรื่องการออกแบบและสร้างงาน 3 มิติ    ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์  Pro/DESKTOP   นี้ง่ายต่อการใช้งานและมีความเหมาะสมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน   โดยสามารถนำโปรแกรม Pro/DESKTOP มาเป็นเครื่องมือในการออกแบบและสร้างชิ้นงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของ นักเรียนเอง ซึ่งการสร้างชิ้นงานสามารถมองเห็นชิ้นงานเป็น 3 มิติเสมือนจริง  อีกทั้งนักเรียนสามารถเรียนรู้ และเข้าใจการสร้างสรรค์ชิ้นงาน และออกแบบผลิตภัณฑ์ในเชิงการตลาด หากนักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจและทักษะในการใช้โปรแกรม Pro/DESKTOP มากขึ้นจะเป็นแนวคิดและมองเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพในอนาคต เป็นวิศวกร นักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และนักเทคโนโลยี เป็นต้น  โปรแกรม Pro/DESKTOP นี้เหมาะสำหรับใช้สอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งใช้เวลาในการศึกษาเรียนรู้เพียง 2-3 สัปดาห์ก็สามารถทำความเข้าใจได้เป็นอย่างดี สำหรับการเรียนการสอนเพื่อใช้ในการสร้างชิ้นงาน/โครงงานของนักเรียน จะใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงก็จัดสร้างชิ้นงานขั้นพื้นฐานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งนักเรียนสามารถนำโปรแกรม Pro/DESKTOP นี้ไปใช้และฝึกปฏิบัติงานที่บ้านได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้ นักเรียนเกิดความชำนาญในการใช้โปรแกรม Pro/DESKTOP เพิ่มขึ้น

จุดเด่นของโปรแกรม Pro/DESKTOP

โปรแกรม Pro/DESKTOP ง่ายต่อการใช้งานพอสมควร และสามารถฝึกทักษะด้านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งผู้ใช้งานโปรแกรม Pro/DESKTOP ได้ศึกษาและฝึกทักษะให้มีความชำนาญและเชี่ยวชาญก็จะสามารถนำโปรแกรม Pro/DESKTOP ไปใช้ในการออกแบบต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อออกแบบผลิตภัณฑ์หรือชิ้นงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว โปรแกรม Pro/DESKTOP สามารถแสดงภาพฉายของชิ้นงานให้ด้วย ซึ่งผู้สร้างชิ้นงานไม่ต้องเขียนภาพฉายอีกนอกจากนี้ ยังสามารถออกแบบ Model ที่แสดงภาพการเคลื่อนไหว หรือลักษณะการใช้งานของModel นั้น ๆ ได้ด้วย

โปรแกรม Pro/DESKTOP ทำอะไรได้บ้าง

โปรแกรม Pro/DESKTOP สามารถใช้ฝึก ทักษะและสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ เช่น
การออกแบบโครงร่างชิ้นงาน
การทำรูปทรง 3 มิติ ต่าง ๆ
การออกแบบทางด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม
การออกแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
การออกแบบชิ้นงาน Animation
การจัดทำภาพฉาย (Projection) ฯลฯ

–>facebook คืออะไร??<–

facebook เป็นซอฟต์แวร์เครือข่ายลักษณะเดียวกับ myspace ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สร้างหน้าเว็บของตัวเอง และใส่ข้อมูลต่างๆ ตามต้องการ (profile page) โดยระบบสามารถค้นหาผู้ใช้ที่มีความสนใจตรงกัน เช่นชอบฟังดนตรีประเภทเดียวกัน มีหนังในดวงใจเรื่องเดียวกัน ผู้ใช้สามารถเพิ่มหรือลบลิงก์ไปสู่ผู้ใช้คนอื่น เพิ่มเป็นเครือข่ายทางสังคมอินเตอร์เน็ต ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ facebook (เคย) เปิดให้บริการเฉพาะนักเรียนนักศึกษาสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ผู้ใช้ต้องลงทะเบียนโดยใช้อีเมล์ของสถาบันการศึกษานั้นๆ เมื่อลงทะเบียนก็จะเข้าสู่สังคมในสถาบันของตน ใส่ข้อมูลส่วนตัว จากนั้นก็เริ่มขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้น ค้นหาเพื่อนเก่าที่เคยเรียนโรงเรียนเดียวกันมา หาเพื่อนใหม่ทั้งในสถาบันเดียวกันหรือต่างสถาบัน ในหน้าเว็บของ facebook มีส่วนประกอบหลักคือส่วนของข้อมูลผู้ใช้ ส่วนแสดงจำนวนเพื่อนในเครือข่าย กิจกรรมที่สนใจ และพื้นที่สาธารณะ (ที่เรียกว่า wall) ซึ่งผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถเขียนข้อความไว้ได้ ข้อความบน wall นี้ผู้ใช้สามารถกำหนดให้เพื่อนในเครือข่ายเห็นหรือเปิดให้ทุกคนเห็นก็ได้ นอกจากนี้ facebook อนุญาตให้ผู้ใช้งานอัพโหลดรูป และให้ผู้ใช้ตั้งกลุ่มทางสังคม หรือแฟนคลับต่างๆ ได้ด้วยระบบของ facebook บวกกับกลุ่มเป้าหมาย จุดประเด็นทางสังคมมากมายในวงการศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัยและโรงเรียน ต่างได้รับผลกระทบจาก facebook เหตุการณ์สำคัญประการแรกคือ มีกรณีที่นักเรียนและนักศึกษาถูกเพิกถอนทุนการศึกษา หรือภาคทัณฑ์ เพราะใช้ facebook เช่นนักกีฬาโหลดรูปขณะดื่มสุรา หรือในการปาร์ตี้ใน facebook โดยแสดงกริยาไม่เหมาะสม นโยบายของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ต่างกันไปครับ บางแห่งก็อนุญาตให้ใช้ facebook ได้ ขอให้ใช้วิจารณญาณ บางแห่งก็ห้ามใช้ โดยเฉพาะในโรงเรียน อาจมีการห้ามใช้คอมพิวเตอร์ของโรงเรียนเข้าใช้งาน facebook เหตุการณ์สำคัญประการถัดมาคือการเพิ่มระบบ Mini-feed โดยระบบนี้จะรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ของเพื่อนในเครือข่ายของผู้ใช้ เช่น ไมเคิลเพิ่มชื่อของมิเชลเป็นเพื่อน เจมส์ซึ่งเป็นเพื่อนของไมเคิล (แต่ไม่ได้รู้จักมิเชลเลย) ก็จะได้รับ Mini-feed ว่าขณะนี้ ไมเคิลกับมิเชลเป็นเพื่อนกันแล้ว ไม่ทันข้ามคืนที่ระบบ Mini-feed ถูกเพิ่มเข้าไปใน facebook ผู้ใช้งานต่างไม่พอใจและตั้งกลุ่มต่อต้านมากมายใน facebook ส่วนตัวผมเองเชื่อว่า Mini-feed ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ facebook น้อยลง และไม่ช้าก็จะค่อยๆ ชินกันไปเอง เหตุการณ์ถัดมาคือ การเปิดให้ผู้ใช้บริการทั่วไปใช้งานได้ โดยจัดเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่สังกัดชุมชนต่างๆ เช่นชุมชนในวอชิงตัน หรือกลุ่มคนไทย สามารถเข้าเป็นสมาชิกได้ เป็นการขยายเครือข่ายกว้างขวางออกไป